วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 14:33 น.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วางระบบบัญชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด พร้อมออก 9 ข้อสั่งการรองรับ ให้ปิดโรงพยาบาลเขต Hot Zone วางแผนเส้นทางอพยพ เตรียมพร้อมห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน สำรองยา เวชภัณฑ์ สื่อสารความเสี่ยงสุขภาพต่อประชาชน และดูแลสุขอนามัยในศูนย์อพยพ ด้านรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยมีประชาชนบาดเจ็บ 31 ราย เสียชีวิต 13 ราย สถานพยาบาลปิด 7 แห่ง เปิดเฉพาะฉุกเฉิน 4 แห่ง อพยพผู้ป่วยรวม 429 ราย

วันนี้ (25 กรกฎาคม 2568) ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้วางระบบบริหารจัดการสถานการณ์นี้ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุด มอบหมายให้ตน เป็นผู้บัญชาการส่วนกลาง และ นพ.ภูวเดช สุระโคตร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้บัญชาการส่วนหน้า ประสานกับผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6, 9, 10 และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งมีข้อสั่งการถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและในพื้นที่ 9 ข้อ คือ
1.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ในระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ เพื่อวิเคราะห์และประสานสั่งการด้านสุขภาพ 2.ประเมินสถานการณ์โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง การปิดโรงพยาบาลในเขต Hot Zone และประสานหน่วยแพทย์ทหารตามแนวทางที่กำหนดไว้ 3.วางแผนเส้นทางและระบบการส่งต่อผู้ป่วยจากพื้นที่ชายแดนไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมทั้งในและนอกจังหวัดอย่างรวดเร็วและปลอดภัย 4.จัดเตรียมโรงพยาบาลในพื้นที่และโรงพยาบาลคู่ขนาน ให้มีเตียงรองรับผู้ป่วยหนัก, ห้องผ่าตัด, และห้องฉุกเฉินที่พร้อมใช้งาน 5.ตรวจสอบและสำรองยา เวชภัณฑ์ วัสดุทางการแพทย์ อุปกรณ์กู้ชีพ และเครื่องมือจำเป็นให้เพียงพอ โดยเฉพาะยาและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากสงครามและโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในภาวะฉุกเฉิน
6.ให้มีการประสานงานหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ การเคลื่อนย้ายประชากร และความต้องการด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน 7.สื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพและให้ข้อมูลกับผู้ได้รับผลกระทบที่ชัดเจนเข้าใจง่าย เพื่อป้องกันการตื่นตระหนก 8.ดูแลสุขอนามัยในจุดพักพิงเพื่อป้องกันโรคจากสิ่งแวดล้อมเฝ้าระวังและควบคุมโรค รวมถึงให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และ 9.หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติให้รายงานต่อศูนย์ PHEOC ส่วนกลางเพื่อให้การสนับสนุนโดยด่วน
นพ.วีรวุฒิกล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์ข้อมูลเมื่อเวลา 09.00 น. มีผู้ประชาชนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ 31 ราย เสียชีวิต 13 ราย แยกเป็น อุบลราชธานี บาดเจ็บสาหัส 2 ราย ปานกลาง 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย,ศรีสะเกษ บาดเจ็บสาหัส 3 ราย ปานกลาง 8 ราย เล็กน้อย 4 ราย เสียชีวิต 8 ราย, สุรินทร์ บาดเจ็บสาหัส 1 ราย ปานกลาง 3 ราย เล็กน้อย 6 ราย เสียชีวิต 4 ราย และ บุรีรัมย์ บาดเจ็บปานกลาง 1 ราย และเล็กน้อย 1 ราย โดยผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีการติดตามดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ส่วนสถานพยาบาลต้องปิดบริการ 7 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ, รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ และรพ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เปิดบริการเฉพาะห้องฉุกเฉิน 4 แห่ง ได้แก่ รพ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี รพ.ปราสาท รพ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ รพ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ภาพรวมมีการอพยพผู้ป่วยทั้งหมด 429 ราย และอพยพประชาชนแล้ว 83,170 ราย ทั้งนี้ ได้กำชับสถานพยาบาลในสังกัด กรณีประชาชนที่มีโรคประจำตัวที่อพยพจากเหตุการณ์นี้หากมาขอรับยาต่อเนื่อง ให้ดูแลจ่ายยาอย่างพอเพียงกับสถานการณ์เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
19 กุมภาพันธ์ 2569
เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน เสียหายวอดทั้งหลัง ที่บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
19 กุมภาพันธ์ 2569
แผ่นดินไหว ขนาด 2.3 ภายในพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
19 กุมภาพันธ์ 2569
เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน เสียหายวอดทั้งหลัง ที่บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
19 กุมภาพันธ์ 2569
แผ่นดินไหว ขนาด 2.3 ภายในพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี