วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 15:43 น.
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ซึ่งประกอบด้วย กระทรวง การต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งขึ้นเพื่อบูรณาการข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นเอกภาพ และจัดแถลงข่าวสถานการณ์วันละ 2 ครั้ง ได้แก่ เวลา 10.00 น. และ 16.00 น. ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) และสถานีโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (NBT)
1. ภาพรวมสถานการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 กําลังทหารกัมพูชาได้เปิดฉาก ใช้อาวุธยิงใส่กําลังพลฝ่ายไทยในพื้นที่ภูผาเหล็ก - พลาญหินแปดก้อน อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ก่อนที่สถานการณ์การปะทะจะขยายวงตามแนวชายแดน
ต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา ยังมีการปะทะในหลายพื้นที่ โดยฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธทุกประเภท ทั้งปืนกล ปืนใหญ่ จรวดหลายลํากล้อง โดรนทิ้งระเบิด และทุ่นระเบิดสังหาร บุคคล โจมตีเข้ามายังฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จนถึงขณะนี้ มีกําลังพลกองทัพบกไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย และเจ้าหน้าที่ตํารวจตระเวนชายแดนบาดเจ็บ 4 นาย
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยขณะนี้มีศูนย์พักพิงในพื้นที่ ตํารวจภูธรภาค 3 จํานวน 687 แห่ง รองรับประชาชน 110,657 คน และในพื้นที่ตํารวจภูธรภาค 2 จํานวน 44 แห่ง รองรับประชาชน 20,220 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตํารวจปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ประมาณ 4,400 นาย
2. กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการบรรยายสรุปท่าทีของรัฐบาลไทยและ 5 ประเด็นหลัก ให้เอกอัครราชทูตจาก 73 ประเทศและองค์การระหว่างประเทศ และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนไทยและ ต่างประเทศ โดยมีประเด็นสําคัญ ดังนี้
2.1 เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนการรุกรานและการยั่วยุของฝ่ายกัมพูชาในรูปแบบเดิม ทั้งการเปิดฉากใช้อาวุธ การลอบวางทุ่นระเบิด และการปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้จะพยายาม สร้างภาพเรียกร้องสันติภาพและยับยั้งชั่งใจ
2.2 ไทยมุ่งปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน จึงจําเป็นต้องดําเนินการทางทหาร เท่าที่จําเป็น จนมั่นใจว่าอธิปไตยและดินแดนไทยจะไม่ถูกคุกคาม
2.3 ประชาชนชาวไทยได้เผชิญภัยคุกคามจากการกระทําของกัมพูชามาแล้วหลายครั้ง จนความอดทนอดกลั้นถึงขีดจํากัด รัฐบาลไทยจึงให้ความสําคัญสูงสุดต่อการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน
2.4 ท่าทีของไทย รวมถึงการปฏิบัติการทางทหาร จะดําเนินไปจนกว่ากัมพูชาจะแสดง ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลับมาเลือกเส้นทางสู่สันติภาพที่แท้จริง
2.5 กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยสันติภาพ ซึ่งได้ลงนาม ร่วมกัน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
3. การปฏิบัติของกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กองทัพบก ดําเนินการตามแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อการป้องกันตนเอง ผลักดันพื้นที่ที่ถูกรุกล้ํา อธิปไตย และทําลายศักยภาพการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 และ 2 อาทิ การทําลายฐานที่มั่นชั่วคราวและจุดปล่อยโดรนของเครือข่ายสแกมเมอร์ในพื้นที่ช่องอานม้า การผลักดันกําลังทหารกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทคนา และการควบคุมพื้นที่ตามแนวเส้นปฏิบัติการในจังหวัดสระแก้ว โดยยึดมั่นในหลักการใช้กําลังเท่าที่จําเป็นและได้สัดส่วน
กองทัพเรือ พบว่ากําลังทหารกัมพูชากลับเข้ามาตั้งฐานและเสริมกําลังในเขตอธิปไตยของไทย บริเวณ จังหวัดตราด แม้ฝ่ายไทยจะแจ้งเตือนและเจรจาในทุกระดับแล้ว ก็ยังตรวจพบการเสริมกําลังด้วยชุดรบพิเศษ พลซุ่มยิง อาวุธหนัก และโดรนลาดตระเวนในลักษณะที่กระทบต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน
ทําให้ฝ่ายไทยจําเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กําลังทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ ตามหลักสิทธิ การป้องกันตนเอง (Right to Self-Defence) ภายใต้การควบคุมของศูนย์บัญชาการทางทหารอย่างใกล้ชิด กองทัพอากาศ การใช้กําลังทางอากาศดําเนินไปเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพบก
ในลักษณะได้สัดส่วนตามกฎการใช้กําลังในระดับสากล โดยมุ่งโจมตีเป้าหมายทางทหารที่ชัดเจน เพื่อลดขีดความสามารถในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา และเสริมความปลอดภัยของกําลังพลและฐานที่ตั้ง ของไทย ควบคู่กับการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยฐานบิน การเฝ้าระวัง และ การออก ประกาศเขตห้ามบินโดรน โดยสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่องานด้านความมั่นคง กองทัพอากาศยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดทางยุทธวิธีที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของกําลังพล สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน รวมทั้ง การอพยพประชาชนและสนับสนุนด้านมนุษยธรรม โดยดําเนินการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ดูแลเส้นทาง อพยพ เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ควบคุมการจราจร และดูแลทรัพย์สิน ของประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่ รวมทั้งจัดกําลังตํารวจดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิง ตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน SEA GAMES Thailand 2025 เพื่อป้องกันการก่อเหตุรุนแรงทุกรูปแบบ
4. การยึดมั่นในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law : IHL) รัฐบาลไทยและเหล่าทัพยืนยันว่าการปฏิบัติการทุกขั้นตอนยึดมั่นในหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง ประเทศ โดยเฉพาะหลักสําคัญ ได้แก่
การแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน (Distinction)
การใช้กําลังอย่างได้สัดส่วนกับความจําเป็นทางทหาร (Proportionality & Military)
การใช้มาตรการป้องกันเพื่อลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนให้น้อยที่สุด
การคุ้มครองผู้บาดเจ็บ ผู้ยอมจํานน เชลยศึก หน่วยแพทย์ และสถานพยาบาลทุกแห่ง
การปฏิบัติของฝ่ายไทยมุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร เพื่อลดขีดความสามารถทางการรบของฝ่ายกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้อาวุธในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และสถานที่สําคัญทางพลเรือนอย่างไม่จําเป็น ประเทศไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพนั้นต้องมาคู่กับความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนไทยเป็นสําคัญ เราขอเน้นย้ําจุดยืนของรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ และ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศว่า “กัมพูชาโจมตี ไทยก่อน และไทยจําเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยของประเทศ ภายใต้กรอบ กฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด”
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา
9 ธันวาคม 2568
19 กุมภาพันธ์ 2569
เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน เสียหายวอดทั้งหลัง ที่บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
19 กุมภาพันธ์ 2569
แผ่นดินไหว ขนาด 2.3 ภายในพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
19 กุมภาพันธ์ 2569
เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน เสียหายวอดทั้งหลัง ที่บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
19 กุมภาพันธ์ 2569
แผ่นดินไหว ขนาด 2.3 ภายในพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี