หน้าแรก > อาชญากรรม

บก.ปอศ.เผยมีผู้เสียหาย 61 คน แจ้งความเอาผิด “แอ็คมี่” หลอกลงทุนเหรียญดิจิทัล คาดตัวเลขพุ่งหลักร้อยล้าน

วันที่ 10 มีนาคม. 2569 เวลา 21:21 น.


บก.ปอศ.เผยมีผู้เสียหาย 61 คน แจ้งความเอาผิด “แอ็คมี่” หลอกลงทุนเหรียญดิจิทัล คาดตัวเลขพุ่งหลักร้อยล้าน พบหนีไปต่างประเทศตั้งแต่ปี 67 ประสาน interpol ออกหมายแดง แล้ว

วันที่ 10 มีนาคม  2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) ระบุถึงความคืบหน้ากรณี มีผู้เสียหายมาแจ้งความดำเนินคดีกับ "นายแอ็คมี่ วรวัฒน์" หลังถูกหลอกลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซี ว่า เบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน 61 ราย โดยแต่ละคนลงทุนคนละ 1-2 ล้านบาท เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 76 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนโดย บก.ปอศ. กองกำกับการ 4 ได้มีการเตรียมพนักงานสอบสวนในการสอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้ว เชื่อว่ามีผู้เสียหายมากกว่านี้ และคาดว่ามูลค่าความเสียหายเป็นหลักร้อยล้าน

ส่วนที่มาร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน หรือแชร์ลูกโซ่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการเชิญชวนให้ลงทุนได้ค่าตอบแทนมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นหลัก 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯและฉ้อโกงประชาชน

ส่วนกรณีที่ นายวรวัฒน์ มีการสร้างเหรียญดิจิทัล ACT ขึ้นมาเองมีความผิดหรือไม่ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จะต้องประสานไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเข้าข่ายความผิดดังกล่าวถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท แต่ถ้าซื้อขายระหว่างบุคคลก็ถือว่าเป็นความผิด

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่า ก.ล.ต.มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีไว้อีก 2 คดี เมื่อปี 2568 ในคดีแรก พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนไปให้อัยการ และมีการออกหมายจับนายวรวัฒน์แล้ว

ส่วนอีกหนึ่งคดีเดิม คือการชักชวนให้ลงทุนในเว็บไซต์หนึ่ง ในคดีนั้นมีผู้เสียหายประมาณ 40 คน มูลค่าความเสียหาย 10 ล้านบาท ขณะนั้นพนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในทางสอบสวนเรายังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับบุคคลอื่น เพราะเชื่อว่า นายวรวัฒน์ ไม่ได้ทำคนเดียวยังมีบุคคลอื่นที่เป็นเครือข่ายของนายวรวัฒน์ เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนภรรยาของนายวรวัฒน์ขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้อง

และจากการตรวจสอบพบว่านายวรวัฒน์เดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เบื้องต้นได้ประสานส่งข้อมูลการออกหมายจับในคดีเดิมเมื่อปี 2568 ไปที่องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (interpol) แล้ว เพื่อให้ประสานออกหมายแดง

ส่วนที่ทำให้ประชาชนยังหลงเชื่อแม้นายวรวัฒน์จะเคยมีหมายจับมาก่อนนั้น พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ ผู้เสียหายหลายรายรู้ว่านายวรวัฒน์เคยมีหมายจับ แต่นายวรวัฒน์อ้างว่าเป็นหมายจับปลอม และมีรูปถ่ายกับบุคคลสำคัญทำให้ประชาชนหลงเชื่อมาลงทุน และยืนยันว่ารูปแบบการหลอกลวงตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบันเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่คล้ายกัน

ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ระบุถึงเรื่อง digital Wallet ของนายวรวัฒน์ เบื้องต้นตำรวจพบหลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนว่ามีเงิน Wallet ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่การที่จะอายัด digital Wallet ดังกล่าวจะต้องผ่านขั้นตอน และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เบื้องต้นได้ร่างหนังสือแล้วจะมีการดำเนินการต่อไป และเท่าที่เห็นเงิน digital Wallet เหลือจำนวนน้อยไม่ถึงหลักล้าน

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม