วันที่ 17 มีนาคม. 2569 เวลา 11:13 น.
วันนี้ (17 มี.ค.69) เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายกรัฐมนตรีได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ขอให้กระทรวงพลังงานยืนยันว่าเรายังมีน้ำมันใช้ เนื่องจากเห็นหน้าสถานีบริการน้ำมัน เปิด-ปิด ซึ่งทางกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยืนยันจากข้อมูลเมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) มีน้ำมันใช้ 96 วัน ดังนั้นยังมีน้ำมันสำรองอยู่
ส่วนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานีบริการต่าง ๆ นั้น สาเหตุใหญ่เกิดจากการขนส่งไม่ทัน และที่สำคัญสถานีบริการที่มีบริษัทแม่ดูแลอยู่ เช่น เชลล์ ปตท. ซัสโก้ บางจาก และคาลเท็กซ์ ประมาณ 10,000 สถานีบริการ ส่วนสถานีที่ไม่มีแบรนด์ รวมถึงปั๊มหลอดตามหมู่บ้านต่าง ๆ ประมาณ 23,000 แห่งไม่มีน้ำมันจำหน่าย รถจำนวนมากต้องแห่เข้าต้องมาใช้บริการสถานีของบริษัทแม่ดูแล ทำให้การเตรียมการไม่ทัน โดยเฉพาะระบบการขนส่งน้ำมันจากคลัง ทำให้สถานีบริการต้องปิดเป็นช่วง ๆ หรือบางสถานีบริการก็ขาดน้ำมันบางชนิด ซึ่งการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้จะมีการหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะหารือมาตรการหลังจากนี้ ว่าจะทำอะไรต่อ
เมื่อถามถึงการตรึงราคาน้ำมันดีเซล นายพิพัฒน์ กล่าวว่าจะประชุมกันในช่วงเย็นวันนี้ แต่บอกได้เลยว่าในวันพรุ่งนี้ จะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล ซึ่งเบนซินมีการขยับมาแล้วประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่น้ำมันดีเซลจะเริ่มขยับในวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าจะขยับเพียงหลักสตางค์ไม่ถึงหลักบาท โดยจะเริ่มพรุ่งนี้เช้า ซึ่งจะมีการประชุมสรุปกันในช่วงเย็นวันนี้ (17 มี.ค.) ซึ่งจะอั้นราคาไว้ไม่เกิน 33 บาท
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า ช่วงที่นายอนุทิน เข้ามา เป็นรัฐบาล 4 เดือน ราคาน้ำมันดีเซลลดลงมาเหลือ 32 บาท แต่ก่อนหน้านั้นเคยแตะขึ้นถึง 34.94 สตางค์ และรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นก็ปรับลงมา จาก 35 บาท จากนี้ก็ต้องทยอยปรับขึ้นไป
ส่วนที่ 2 จะมีการปรับสูตร ซึ่งน้ำมันเบนซินเราปรับเรียบร้อยแล้ว มี E10 E20 และ E85 ซึ่งเราจะเห็นโครงสร้างราคาที่มีราคาแตกต่างกัน ซึ่งการปรับสูตรผสมน้ำมันดีเซลก็จะเป็นลักษณะคล้ายกับเบนซิน ที่จะต้องมีการปรับสูตรและบวกราคาเพิ่มขึ้นไป และเมื่อเป็นโครงสร้างลักษณะแบบนี้เราก็จะต้องหาวิธี โดยเบื้องต้นเราจะส่ง B20 ให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคการเกษตร ประมาณการตอนนี้ B20 จะลดจาก B7 ประมาณ 4-5 บาท แต่เป็นการประมาณการที่ยังไม่มีข้อสรุปซึ่งจะต้องเข้าในที่ประชุมในช่วงเย็นวันนี้
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของกองทุนน้ำมัน ขณะนี้ติดลบอยู่ที่ 12,000 กว่าล้านบาท และ ได้หารือกันในวงประชุมเมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่ากองทุนน้ำมัน ว่าจะติดลบ 40,000 กว่าล้านบาทไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องหาวิธีการแก้ไข ซึ่งตอนนี้ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงการคลังถึงจะเซ็นค้ำประกันได้ เพราะการกู้เงินขณะนี้เท่าที่พูดคุยธนาคารกรุงไทยกับธนาคารออมสินน่าจะสามารถกู้ได้ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่หากมากกว่านั้นต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ในอดีตเราเคยติดลบสูงสุดประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนแต่ตอนนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของกองทุนที่จะต้องรับผิดชอบ แต่หากรัฐบาลใหม่มาไม่ทัน รัฐบาลที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ต้องทำเรื่องไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้ยกเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษในกรณีที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ
นายพิพัฒน์ ย้ำด้วยว่า น้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพราะขณะนี้ยังมีน้ำมันนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50% ที่กระทรวงพลังงาน และบริษัทเอกชนได้เซ็นสัญญาต่อไปแล้ว ควบคู่ไปกับหาน้ำมันในแหล่งอื่นมาเสริม อีกทั้งเรายังมีข่าวดีด้วย เนื่องจากเมื่อวานนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังประเทศออสเตรีย และได้หารือกับทางรัฐบาลรัสเซีย เพื่อเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียและพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ
เมื่อถามว่า จะติดเงื่อนไขหรือไม่เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีการกำหนดเงื่อนไขในการซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจาต่อ เพราะเชื่อว่าวันนี้ทุกประเทศวิกฤต เชื่อว่าการเจรจาครั้งนี้จะได้รับการผ่อนคลาย



