วันที่ 17 มีนาคม. 2569 เวลา 19:38 น.
ศบก. ถกเข้มแนวทางขนส่งน้ำมัน เพิ่มเที่ยววิ่ง ขยายเวลาจัดส่ง หวังกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ ขณะที่ พณ. รายงานยังไม่มีผู้ประกอบการ ยื่นขอปรับขึ้นราคา พร้อมสั่งพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบ ป้องกันการฉวยโอกาส
วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 5/2569 โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งในรูปแบบ onsite และ online โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและประเทศไทย รัฐบาลจึงได้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการด้านพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน
สำหรับมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วง 15 วันที่ผ่านมา และมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันนี้ ประกอบกับภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การประชุมในวันนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมันของประเทศในระยะต่อไปอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการน้ำมัน ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและไม่ก่อให้เกิดภาระต่อพี่น้องประชาชนและภาคธุรกิจเกินความจำเป็น
โอกาสนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการการประหยัดพลังงานของรัฐบาล สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและการดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบ
กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ปริมาณน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 17 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน และมีการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแองโกลาและสหรัฐฯ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรง ซึ่งมีการกลั่นได้เต็มกำลัง พร้อมประสานดูแลเรื่องการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่น และขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเปิดคลังน้ำมัน 7 วัน 24 ชั่วโมง เพื่อให้รถบรรทุกเข้ามารับและกระจายไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ในการขอขยายเวลาการจัดส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อกระจายไปยังสถานีบริการต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเที่ยววิ่งในการขนน้ำมันไปยังสถานีบริการได้มากขึ้น ตลอดจนร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ ดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามจุดต่าง ๆ รวมถึงดูแลด้านราคา ไม่ให้มีการค้าราคาเกินควร
สำหรับมาตรการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดลงในวันนี้ ประกอบกับภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ที่ประชุมฯ จึงวางแนวทางปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจะมีการขยับเพดานราคาไปที่ 33 บาท โดยพรุ่งนี้ ขยับขึ้น 0.50 บาท และจะส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น สำหรับน้ำมันเบนซิน จะมีการเพิ่มส่วนต่างของ E10 และ E20 โดยในวันพรุ่งนี้ E10 จะปรับขึ้น 1 บาท ส่วน E20 ปรับลง 0.79 บาท ทำให้ E20 ถูกกว่า E10 5 บาท
นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งเน้นย้ำให้มีการประกาศราคาหน้าคลังน้ำมันและโรงกลั่นอย่างชัดเจน เพิ่มเติมจากหน้าสถานีบริการน้ำมัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานมาตรการดูแลราคาสินค้าและบริการ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2542 มีสินค้าควบคุมและบริการควบคุม จำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้า 8 รายการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ กระทรวงมีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้น โดยต้องยื่นขออนุญาตขึ้นราคาต่อกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า และกระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าไว้เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมจะพิจารณาสินค้าเพิ่มเติมที่ควรดึงเข้ามาอยู่ในหมวดที่จะต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา
ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการ ทำสินค้าในราคาพิเศษสำหรับหมวดหมู่ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาที่เหมาะสมให้กับร้านค้าขายปลีกขายส่ง กระจายสินค้าราคาประหยัดให้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัด และจะจัดโครงการธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกให้กับประชาชนในจุดที่จำเป็น สำหรับมาตรการถัดไป กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการสอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุน ป้องกันไม่ให้มีการกักตุน เก็งราคา และไม่ปล่อยให้มีผู้ใดฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมันเกินควร
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการลดต้นทุนทั้งระบบ ได้แก่
1) การลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งมีสต๊อกปุ๋ยในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และอยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งจะมาเติมสต๊อกและสามารถใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น พร้อมทั้งมีโครงการลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านโครงการธงเขียว
2) วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังมีสต๊อกเพียงพอ และมีมาตรการรองรับโดยสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ปลายข้าว และมันเส้น
3) เม็ดพลาสติกที่จะนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร มีสต๊อกประมาณ 4 เดือน
4) การลดต้นทุนพลังงาน พร้อมสนับสนุนนโยบายการใช้พืชเกษตรผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ปาล์มดิบเพิ่มขึ้น และเกษตรกรได้ผลผลิตราคาดีขึ้น
กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า สถานการณ์สินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ