วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 05:26 น.
รวบ 'บอสแก๊งเงินกู้เกาหลีใต้' ดอกเบี้ยโหด 154% เหยื่อทะลัก 9,000 ราย มูลค่าเสียหาย 3 ร้อยกว่าล้าน
(3 เม.ย.69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. ได้แถลงผลงานการจับกุมอาชญากรข้ามชาติรายสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.หญิง สมวดี โพธิ์วัฒ สว.กก.1 บก.ปคบ. ร่วมกับกองกำกับการ 2 บก.สส.สตม. เข้าทำการควบคุมตัว ผู้ชาย อายุ 65 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐเกาหลีใต้ และเป็นบุคคลที่ถูกออก "หมายแดง" (Red Notice) จากองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL)
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ตำรวจนครบาลเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ได้ทำการทลายเครือข่ายเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ ซึ่งมีพฤติการณ์ที่น่าตกใจคือการทำกันเป็นธุรกิจครอบครัว โดยมี ชายคนดังกล่าว เป็นผู้วางแผนและบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ก่อนจะมอบหมายให้บุตรชายของตนเองเป็นผู้ดำเนินการรับหน้าเสื่ออยู่ในเกาหลีใต้
ขบวนการนี้พุ่งเป้าไปที่ กลุ่มแรงงานต่างชาติ ที่เดินทางไปขุดทองในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมักประสบปัญหาทางการเงินและขาดที่พึ่ง โดยทางแก๊งได้ฉวยโอกาสปล่อยเงินกู้และเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงลิ่วถึง ร้อยละ 154 ต่อปี ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรงและผิดกฎหมายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของเกาหลีใต้อย่างชัดเจน
จากการตรวจสอบบัญชีและสถิติของทางการเกาหลีใต้ พบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมหาศาลกว่า 9,000 คน สร้างความเสียหายรวมกว่า 355 ล้านบาท โดยสมาชิกในขบวนการ 6 รายก่อนหน้านี้ได้ถูกจับกุมไปหมดแล้ว เหลือเพียง ชายคนดังกล่าว ที่ไหวตัวทันและหลบหนีออกจากประเทศ
หลังจากหลบหนีออกจากเกาหลีใต้ ชายคนดังกล่าว ได้เดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเพื่อกบดานและใช้ชีวิตหลบซ่อนตัว จนกระทั่งทางการเกาหลีใต้ได้ประสานขอความร่วมมือผ่านมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ได้ทำการสืบสวนอย่างเข้มข้นจนทราบแหล่งที่พักพิง และสามารถระบุพิกัดตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสอนภาษาเกาหลีแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 12.30 น. เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและเข้าควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด
จากการสอบถามเบื้องต้น ชายคนดังกล่าว ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง โดยทำการ เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และประสานงานส่งตัวกลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลีใต้เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในประเทศบ้านเกิด
การปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของตำรวจไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นการประกาศชัดว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ "Safe Haven" หรือที่หลบซ่อนตัวของผู้กระทำความผิดที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม
